สรุปสั้น: ก่อนเทียบราคาให้ส่งแบบและขอบเขตเดียวกันทุกเจ้า จากนั้นตรวจรายการงาน ปริมาณ วัสดุ สิ่งที่ไม่รวม ระยะเวลา เงื่อนไขชำระ และชื่อผู้เสนอราคา
ข้อมูลพื้นฐานที่ใบเสนอราคาควรมี
ตรวจชื่อและข้อมูลติดต่อผู้เสนอราคา ชื่อโครงการ สถานที่ วันที่ออกเอกสาร ระยะเวลาที่ราคามีผล และแบบหรือเอกสารอ้างอิง หากผู้ทำสัญญาและผู้รับเงินเป็นคนละชื่อ ให้ขอคำอธิบายก่อนตกลง
รายละเอียดเหล่านี้ช่วยให้ย้อนกลับได้ว่าราคาอ้างอิงงานชุดใด และลดความสับสนเมื่อแบบมีการแก้ไข
ตรวจ 7 จุดก่อนดูยอดรวม
- ขอบเขตงาน: แยกหมวดงานและระบุงานที่ส่งมอบ
- ปริมาณและหน่วย: ดูพื้นที่ ความยาว จำนวน หรือรายการเหมารวมให้ตรงแบบ
- วัสดุและสเปก: ระบุยี่ห้อ รุ่น หรือคุณสมบัติที่ตรวจรับได้
- ค่าแรงและค่าดำเนินการ: ถามว่ารวมงานติดตั้ง ขนส่ง และเก็บงานหรือไม่
- งานไม่รวม: เช่น รื้อถอน ถมดิน ขออนุญาต เฟอร์นิเจอร์ หรือมิเตอร์
- เวลาและงวดชำระ: ผูกจ่ายกับงานที่ตรวจรับได้
- เงื่อนไขงานเพิ่มลด: กำหนดวิธีเสนอราคาและอนุมัติก่อนทำ
ถ้ารายการมีจำนวนมาก ให้ขอ BOQ ที่แยกหมวดและปริมาณงาน ประกอบ
เทียบผู้รับเหมาหลายเจ้าให้เป็นธรรม
ส่งแบบ รายการวัสดุ และขอบเขตเดียวกันให้ทุกเจ้า แล้วจัดตารางเทียบทีละหมวด ไม่ควรเทียบยอดรวมเมื่อข้อเสนอหนึ่งรวมงานระบบหรือรั้ว แต่อีกข้อเสนอไม่รวม ถามรายการที่ต่างกันให้ชัดก่อนสรุป
ตรวจตัวตนบริษัทและผลงานประเภทใกล้เคียงควบคู่กับราคา อ่าน วิธีเลือกผู้รับเหมานนทบุรี เพื่อดูประเด็นหน้างาน สัญญา และผู้ควบคุมงาน
จากใบเสนอราคาไปสัญญา
ใบเสนอราคาที่ตกลงควรมีหมายเลขหรือวันที่ชัด และแนบแบบ BOQ รายการวัสดุ กับแผนงานเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา หากแก้ราคาให้เก็บฉบับล่าสุดและบันทึกรายการเปลี่ยนแปลงไว้ทุกครั้ง
ก่อนจ่ายงวดแรก ตรวจเงื่อนไขการเริ่มงาน การวางเงิน การส่งมอบพื้นที่ และขั้นตอนตรวจรับแต่ละงวดใน สัญญารับเหมาก่อสร้าง
คำถามที่พบบ่อย
ใบเสนอราคาแบบเหมารวมใช้ได้ไหม
ใช้ได้เมื่อระบุขอบเขตและสเปกชัดพอให้ตรวจรับ แต่ถ้างานซับซ้อนควรมี BOQ หรือรายการย่อยประกอบเพื่อเห็นปริมาณและงานไม่รวม
ทำไมราคาผู้รับเหมาสองเจ้าต่างกันมาก
อาจเกิดจากปริมาณ วัสดุ วิธีทำงาน หรือสิ่งที่ไม่รวมต่างกัน ให้เทียบหมวดงานจากแบบชุดเดียวกันก่อนสรุปว่าเจ้าใดคุ้มกว่า